ทำยังไงให้รอยสิวหายเร็ว

ทํายังไงให้รอยสิวหายได้เร็วที่สุด

รอยสิว เป็นปัญหาผิวหน้าที่รักษาได้ยาก แล้วจะต้องใช้เวลาในการดูแลนานพอสมควร ยิ่งถ้าเราไปสนใจมันมาก เราก็ยิ่งสังเกตได้ว่า ทำไมมันไม่หายไปซะที แต่เวลาแต่งหน้ายังต้องกดรอยสิวตลอดเวลา ซึ่งเป็นปัญหาที่น่าปวดหัวที่สุดเลยล่ะ

การเป็นสิวว่าเจ็บปวดแล้ว แต่รอยสิวเจ็บปวดยิ่งกว่า วันนี้เราก็เลยนำวิธีที่จะช่วยลดรอยสิว ให้หายไปได้เร็วที่สุด มาแนะนำ ให้เพื่อนๆได้ลองทำตามกัน จะมีวิธีไหนน่าสนใจบ้างลองไปดูกันดีกว่า

1. ทายาลดรอยสิว

วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุดสำหรับคนที่ต้องการจะให้สิวหายไวๆ ยาที่ใช้ลดรอยสิวมีหลากหลายยี่ห้อมาก บางคนก็ถูกกับยี่ห้อนั้น บางคนก็ถูกกับยี่ห้อนี้ ตรงนี้จะต้องลองหา ครีมลดรอยสิวที่ถูกเรามากที่สุด มาลองใช้กันดู ส่วนใหญ่ยี่ห้อที่นิยมมากก็จะมี Hiruscar, Smooth E, Puricas แต่ละตัวก็จะมี ส่วนผสมหลักที่แตกต่างกันไป อย่างเช่นมีการเสริมวิตามินซี เพื่อช่วยในการผลัดเซลล์ผิว รวมทั้งทำให้ผิวเนียนเรียบ

2. เจลว่านหางจระเข้

สมุนไพรไทย ที่สู้ได้แม้กระทั่งแผลน้ำร้อนลวกแผลไฟไหม้ ส่วนใหญ่จะรู้จักกันในนาม Aloe Vera เจลว่านหางจระเข้เป็นหนึ่งในวิธีการรักษารอยสิว ไม่ว่าจะเป็น สิวอักเสบ รอยดำรอยแดง ที่ได้ผลมาก อีกทั้งยังมีสารก่อภูมิแพ้ที่น้อยมาก เพราะว่าส่วนผสมจะมีเพียงแค่ว่านหางจระเข้เพียงอย่างเดียว ดังนั้นจึงสามารถใช้ได้กับคนที่ผิวบอบบาง แพ้ง่าย ทั้งนี้เวลาการเลือกซื้อก็ควรจะดูตัวที่ไม่มีน้ำหอมและไม่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม ก็จะเหมาะกับผิวหน้ามากที่สุด

3. มาร์คหน้าด้วยสมุนไพร

สาวในห้องแป้งหลายคนจะมีวิธีการมาร์คหน้าเพื่อลดรอยสิว ด้วยตัวเอง โดยจะมีทั้งสูตรมาร์คหอมแดง มาร์คหน้าด้วยมะนาวและน้ำผึ้ง มาร์คหน้าด้วยมะขามเปียกน้ำผึ้งผสมนมสด สามารถหาสูตรได้ตามห้องแป้ง ในเว็บไซต์ pantip ซึ่งก็จะมีรีวิวของผู้ใช้แต่ละคนบอกไว้อยู่ด้วย

4. กินวิตามิน

วิตามินที่มีผลต่อผิวหน้า ก็คือวิตามินซี และวิตามินอี ซึ่งวิตามินเหล่านี้ จะมีส่วนช่วยทำให้ผิวพรรณดี ลดรอยสิว ทำให้หน้าขาวใส และนอกจากนี้ยังช่วยเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เป็นหวัดได้ยาก และช่วยเพิ่มความสดชื่นกระปรี้กระเป๋าให้ร่างกายด้วย

5. ทำเลเซอร์

ถ้ามีงบประมาณและอยากจะให้รอยสิวหายไวที่สุด ทั้งสุดท้ายก็คือการพึ่งเลเซอร์ โดยมักจะทำกันประมาณ 3-4 ครั้ง พวกรอยสิว รอยจุดด่างดำต่างๆ ก็จะค่อยๆจางลงอย่างรวดเร็ว แต่ทั้งนี้ก็อยู่ที่งบประมาณและความเร่งรีบด้วย

ทำยังไงให้อ้วน

ทํายังไงให้อ้วน

กว่า 80% ของคนทั่วโลก อยากมีน้ำหนักตัวลดลง แต่ก็ยังมีหลายคนที่อยากจะให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเช่นกัน วิธีการเพิ่มน้ำหนักที่ดีที่สุด ไม่ใช่การรับประทานอาหารให้เหมือนกับคนอ้วน เพราะว่าการที่อ้วนจากการทานอาหารมากไป ย่อมมาพร้อมกับโรคภัยมากมาย เรามาดูวิธีการเพิ่มน้ำหนักแบบปลอดภัย และยังได้หุ่นสวย หุ่นหล่อกันด้วยดีกว่า

1 ทานอาหารให้ถึงแคลอรี่ขั้นต่ำ

คนที่ผอมเกินไป สาเหตุหนึ่งอาจจะมาจากการที่ไม่ค่อยได้ทานอะไร เห็นอะไรก็ไม่ค่อยหิว ในบางครั้งอาจจะเกิดจากการที่กินน้ำมากจนเกินไปก่อนที่จะทานข้าว ทำให้เวลาทานข้าวแล้วทานได้น้อย หรือไม่มีความอยากอาหาร ซึ่งสำหรับแคลอรี่ที่มนุษย์เราต้องการในแต่ละวันจะอยู่ที่ประมาณ 1,500 ถึง 2,000 แคลอรี่ การทานอาหารโดยมีการประมาณแคลอรี่คร่าว ๆ และทานให้ครบได้ ก็จะช่วยให้น้ำหนักค่อย ๆ เพิ่มแบบไม่อ้วนได้ด้วย

2. เพิ่มอาหารจำพวกไขมันดี

ไขมันเป็นแหล่งพลังงานอย่างดีสำหรับคนที่ผอม การทานไขมันเพียง 1 กรัมให้พลังงานสูงถึง 9 แคลอรี่ โดยควรเลือกทานอาหารที่เป็นไขมันดีและมีโอเมก้าสูง จำพวกปลาทะเล ปลาแซลมอน ปลาทูน่า พืชตระกูลถั่วอย่างเช่น อัลมอลด์ เม็ดมะม่วง รวมถึงไข่ไก่ ก็มีแหล่งพลังงานที่ดี การใช้น้ำมัน สามารถใช้น้ำมันมะกอกในการประกอบอาหาร ก็จะช่วยเพิ่มไขมันดีให้ร่างกาย ทำให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น โดยที่ไม่มีโทษต่อร่างกายด้วย โดยเราสามารถรับพลังงานจากไขมันดีเหล่านี้ ได้ถึง 50% จากแคลอรี่ที่ต้องการในแต่ละวันเลยทีเดียว

3. เวทเทรนนิ่ง/ออกกำลังกาย

 สำหรับผู้ชายที่มีน้ำหนักตัวน้อยเกินไป สามารถเข้าฟิตเนส รวมถึงบริหารด้วยตัวเองที่บ้าน การออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง นอกจากจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อแล้ว ยังช่วยเพิ่มความอยากอาหาร ทำให้สามารถทานอาหารได้มากขึ้น และในส่วนของสาว ๆ เอง ก็สามารถเลือกที่จะใช้เวทเทรนนิ่ง รวมทั้งการออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อแบบอื่น ๆ เช่นแอโรบิค ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ซึ่งการออกกำลังกายวันละ 40 นาที จะส่งผลให้ทั้งระบบย่อยอาหาร ความอยากอาหาร และสุขภาพโดยรวมดีขึ้นด้วย

4. ตรวจสุขภาพ

ในท้ายที่สุดแล้ว ถ้าทานอาหารเยอะ รวมทั้งออกกำลังกายอย่างพอดีและสม่ำเสมอ แต่ก็ยังผอมอยู่ ควรจะปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจและวินิจฉัยว่ามีความผิดปกติทางร่างกายเกิดขึ้นหรือเปล่า

ทํายังไงริดสีดวงจะหาย

โรคริดสีดวงทวาร หรือหลายคนเรียกว่า ริดซี่ เป็นโรคที่สามารถพบได้บ่อย เกิดได้กับทุกคน ทุกเพศทุกวัย ซึ่งสาเหตุก็ไม่สามารถทราบแน่ชัด อาจจะเกิดจากระบบลำไส้ ระบบการขับถ่าย รวมถึงกิจวัตรประจำวันที่มีการอั้นอุจาระอยู่บ่อยครั้ง เป็นโรคที่ทำให้เกิดความลำบากในการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก

สำหรับบทความนี้ จะไม่ได้พูดถึงวิธีการแก้ไขทางการแพทย์ เนื่องจากว่าสามารถไปหาคุณหมอแผนปัจจุบัน เพื่อปรึกษาและเข้ารับการรักษา โดยส่วนมากมักจะจบที่การผ่าตัดริดสีดวงทวารออก แต่จะขอพูดถึงการใช้สมุนไพรไทย เพื่อทำการรักษาริดสีดวงทวาร ซึ่งต้องบอกว่าวิธีนี้ เป็นแค่เพียงทางเลือก แต่ก็มีคนจำนวนมากที่หายจากโรคริดสีดวงทวารในระยะแรก โดยไม่มีอาการริดสีดวงกลับมา จะมีอะไรที่สามารถช่วยได้บ้าง เราไปดูกันดีกว่า

1.เพชรสังฆาต

ที่พูดถึงนี่ไม่ใช่เพชรสังฆาตแบบกระป๋อง หรือที่บรรจุอัดเม็ด แต่เรากำลังพูดถึงเพชรสังฆาตสด ที่ตัดมาจากต้น เนื่องจากว่ามีคนที่เคยเป็นริดสีดวงหลายคน ได้ลองทานแบบเม็ด แล้วไม่ค่อยจะเห็นผลสักเท่าไร แต่พอมาได้ทานแบบสด อาการก็ทุเลาลงภายใน 7 วัน ดังนั้น จึงอยากจะขอแนะนำให้ทานเพชรสังฆาตแบบสดมากกว่า

วิธีการรับประทาน

เพชรสังฆาตสดจะมีลักษณะเป็นปล้อง คนโบราณมักจะนิยมสอนให้ใช้ปล้องแก่ ตัดออกมา 1 ข้อ ตัดหัวตัดท้าย และเล็มเอาเส้นตรงขอบทั้ง 4 ด้านออกไปให้หมด จากนั้นให้ทำการซอยให้ละเอียดยิบ ตักใส่ช้อน รีบกินและกระดกน้ำตามทันที อย่าปล่อยให้สัมผัสลิ้นหรือคอเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้ระคายคอได้

หรือใครถนัดยัดใส่กล้วยน้ำว้าแล้วกลืน ก็สามารถใช้วิธีนี้ได้เช่นเดียวกัน

รับประทานเช้า-เย็น หลังอาหาร เป็นเวลา 7 วัน ถ้าไม่ได้รู้สึกดีขึ้นแม้แต่น้อย แสดงว่าไม่ถูกกันกับโรค หยุดได้เลย แต่ถ้าอาการค่อย ๆ ดีขึ้นแบบรู้สึกได้ ให้ทานต่อเนื่องไปจนริดสีดวงฝ่อและหายไป

2. หัวไชเท้า

หลายคนกินเพชรสังฆาตแล้วไม่หาย แต่มาหายด้วยหัวไชเท้าก็มีมาก อาจจะเป็นเพราะวิตามินในหัวไชเท้า และสรรพคุณที่ช่วยลดการอักเสบ จึงสามารถช่วยนำให้ริดสีดวงทวารยุบลงได้ โดยเฉพาะริดสีดวงที่อยู่ภายใน อันนี้ผู้เขียนไปได้ยินมาจากคนแก่ท่านหนึ่ง และได้จำมาไว้ เมื่อครั้นที่คุณพ่อของผู้เขียน เป็นโรคริดสีดวงทวารแบบภายใน มีอาการถ่ายเป็นเลือดต่อเนื่องกันหลายวัน จึงได้คั้นน้ำหัวไชเท้าให้กิน ประมาณ 3 วันเลือดก็หยุดไหล และให้กินต่อเนื่องต่ออีกประมาณ 1 เดือน อาการก็จะหายไปนานเลย จะมีแค่ช่วงที่ท้องผูกมาก ๆ ทำท่าไม่ดี ก็จะรีบหาหัวไชเท้ามาคั้น แล้วก็ทานต่อเนื่องสักพัก เรียกว่าเป็นผักที่ต้องมีติดบ้านไว้เลย สำหรับคนที่เป็นโรคริดสีดวง

วิธีการรับประทาน

หัวไชเท้าที่เรานำไปต้มสุกแล้วเพิ่มความอร่อย หวานหอม แต่เวลาที่เราจะคั้นกินสดทุกอย่างจะตรงกันข้ามกันหมด คือทั้งเหม็นและทั้งขื่น แต่ว่าต้องทนนิดนึง ถ้าทานได้สัก 3 วัน ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นมากแล้ว

วิธีการคั้นจะมีอยู่ 2 วิธี คือถ้าใครมีเครื่องสกัดน้ำผลไม้แยกกาก ก็จะง่ายหน่อย เพราะเพียงหันหัวไช้เท้าแล้วหย่อนเข้าเครื่อง แล้วนำน้ำมาดื่ม ก็ได้แล้ว แต่ถ้าใครไม่มี ก็จะต้องใช้วิธีการนำหัวไชเท้าหั่นชิ้น เติมน้ำอีกนิดหน่อย แล้วนำเข้าเครื่องปั่น จากนั้นให้นำผ้าขาวบางมากรองเพื่อทานแค่น้ำเท่านั้น

ขนาดที่รับประทาน

สำหรับปริมาณที่รับประทานนั้น จะไม่ได้มีการจำกัดปริมาณไว้ แต่โดยคร่าว ๆแล้ว ถ้าหัวไชเท้าหัวเล็ก จะคั้นและดื่มให้หมดในครั้งเดียว ปริมาณน้ำจะเลยครึ่งแก้วดื่มน้ำมานิดหน่อย แต่ถ้าเป็นหัวใหญ่ ก็จะแบ่งทานได้ 2 ครั้ง

ให้ดื่มก่อนนอน หรือหลังทานอาหารเย็นสัก 2 ชั่วโมง วันละ 1 ครั้ง

บางตำราบอกว่าสามารถผสมน้ำผึ้งลงไปด้วย แต่เท่าที่ทดลองกินของพ่อแล้ว แค่นำไปแช่เย็นและดื่มเลย จะดีกว่า เพราะถ้ามันปนกันมาก มันจะยิ่งอ๊อก

การเก็บน้ำหัวไชเท้า

เมื่อคั้นน้ำเสร็จแล้ว สามารถบรรจุใส่ถุง จากนั้นมัดปากให้แน่น ใส่ในกล่องซิปล็อกอีก 1 ชั้น จากนั้นค่อยนำไปแช่ตู้เย็น ถ้าแค่ใส่ถุงพลาสติกมัดหนังยางอย่างเดียว กลิ่นของไชเท้าจะออกมาทั่วตู้เย็น เหม็นเว่อร์จ้า

การรับประทาน ถ้าได้ผลก็จะใช้เวลาไม่เกิน 5-7 วันเท่านั้น ถ้าทานน้ำไชเท้าไปแล้ว 5 วัน ไม่ได้รู้สึกดีอะไรขึ้นมาเลย ควรจะให้ทางแพทย์แผนปัจจุบันเป็นผู้จัดการต่อจะดีที่สุด

ทำยังไงให้มีไฟในการทำงาน

ทํายังไงให้มีไฟในการทํางาน

การทำงานเดิม ๆ เป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะในการทำงานในแบบที่เรียกว่า “มนุษย์เงินเดือน” ก็อาจจะมีความรู้สึกแว้บเข้ามาว่า ทำมากทำน้อย ก็ได้เงินเดือนเท่าเดิม ซึ่งก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หมดไฟในการทำงานได้ง่าย รวมทั้งบรรยากาศในออฟฟิศ เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เราหมดไฟในการทำงานได้เช่นกัน

ทำยังไงดี ให้มีไฟในการทำงานต่อไป?

1 พยายามคิดบวกบ้าง

แม้ในขณะที่คุณกำลังหมดไฟ ทุกอย่างแลดูจะทำให้อารมณ์เสียได้ง่ายไปซะทุกอย่างก็ตาม แต่สิ่งแรกที่ควรจะทำก็คือ ปรับทัศนคติของคุณดูใหม่ ลองคิดเชิงบวกดูบ้าง ให้ลองคิดในแง่ดีขึ้นว่า “มีอีกหลายคนที่ยังหางานทำไม่ได้” ซึ่งมีคำพูดที่ให้ผลดีอยู่ตลอด นั่นก็คือ ถ้าเราไปเปรียบเทียบกับคนสูงกว่า ดีกว่าเรา ก็ทำให้เรามองว่าเราต่ำ ดังนั้นให้เราลองมองคนที่กำลังลำบากมากกว่าเรา ก็จะทำให้รู้ว่าเราโชคดีแค่ไหนที่มีงานทำ มีเงินเดือนอยู่เสมอ 

รวมทั้งควรมองหาข้อดีจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตการทำงานของคุณดูบ้าง เช่น วันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็สามารถทิ้งงานพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ หลังเลิกงานก็สามารถทิ้งตัวและไปเดินช้อปปิ้ง ไปนั่งกินนั่งเมาท์กับเพื่อนได้แบบไม่ต้องคิดอะไร ซึ่งข้อดีเหล่านี้ ก็จะทำให้คุณกลับขึ้นมาจากอาการหมดไฟได้ด้วยนะ

2. ต้องตั้งเป้าหมายในการทำงานใหม่

ถ้าคุณทำงานโดยไม่ได้คิดอะไรเลย ทำไปวัน ๆ ก็จะทำให้คุณหมดไฟในการทำงานได้ง่าย ดังนั้นจึงต้องวางเป้าหมายในการพัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอด้วย ชีวิตคนเราก็ไม่ต่างจากการเล่นเกมในตอนเด็ก ๆ ที่พอเอาชนะได้แล้ว ให้กลับมาเล่นอีกครั้งก็ไม่อยากเล่น เช่นเดียวกัน ถ้าคุณทำงานไปจนไม่เหลือความท้าทายแล้ว ก็ควรหาความท้าทาย หรือเป้าหมายใหม่ให้กับตัวเอง เช่น ถ้าคุณทำงานที่ต้องใช้ excel คุณก็อาจจะหาโอกาสไปเรียน excel เพิ่มเติม หรือถ้าคุณยังขาดในเรื่องภาษาอังกฤษ ก็ลองไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่ม ฯ ซึ่งทุกอย่างเหล่านี้ จะช่วยให้คุณมีกำลังใจที่จะไปทำงานในวันต่อ ๆ ไป รวมถึงทำให้ความสามารถของคุณเพิ่มขึ้น ในอนาคต ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนงาน คุณก็จะมีโอกาสที่จะได้งานที่ดีกว่าเดิม เงินเดือนสูงขึ้นได้

3. ออกกำลังกาย

การลงทุนที่ดีที่สุด และจะส่งผลให้จิตใจของคุณลุกโชนขึ้นมาใหม่ ก็คือการออกกำลังกาย ถ้าคุณกำลังหมดไฟในการทำงานอยู่ เย็นนี้ให้ลองไปเดินที่สวนสาธารณะใกล้ ๆ บ้านสัก 1 ชั่วโมงดูสิ ไม่เกินอาทิตย์ จิตใจของคุณจะดีขึ้นมากเลย และเมื่อจิตใจดีและสมองดีขึ้นแล้ว ก็ค่อยไปตัดสินใจกับชีวิตว่าจะเอายังไงต่อดีได้แบบรอบคอบกว่าเดิมมาก

4. ไปเที่ยวช่วยได้

ถ้าทุกอย่างมันดูแย่ไปหมด เก็บกระเป๋าชวนเพื่อนรู้ใจออกเดินทางไปพักผ่อนสัก 2-3 วันเลยดีกว่า หรือถ้าหาใครไปไม่ได้จริง ๆ ก็เปลี่ยนตัวเองเป็น backpacker หิ้วกระเป๋า แล้วเล็ง Hostel ดี ๆ สักที่ คุณจะได้ทั้งเพื่อนใหม่ ประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่จะทำให้ช่วยคลายความกังวลที่ผ่านมาลงได้บ้าง ถือว่าเป็นวิธีการรีเฟรชสมองที่ดีมากเลยทีเดียว

ทำยังไงให้สร่างเมา

ทํายังไงถึงจะสร่างเมา

วิธีที่จะทำให้สร่างเมาได้อย่างรวดเร็วนั้น จากที่เคยเห็นคนดื่มมาทั้งชีวิต ยังไม่เคยเห็นมีวิธีที่ได้ผลดีเท่ากับ การหยุดดื่มแอลกอฮอล์และไปนอนพักสัก 2 ชั่วโมง ก็จะเป็นวิธีที่พอช่วยได้บ้าง เราได้รวบรวมวิธีที่จะ “ทำยังไงถึงจะสร่างเมา” มาให้แล้ว จะมีอะไรบ้าง ลองไปดูกัน

1. หยุดดื่มในทันทีที่รู้สึกว่าเมา

ในกรณีที่คุณยังต้องอยู่ในงานต่อ แนะนำว่าให้ใช้วิธีค่อย ๆ จิบให้ช้าลง เพื่อมีเวลาให้ร่างกายได้เผาแอลกอฮอล์เก่าในตัวเสียก่อน และถ้าเป็นไปได้ ควรเลือกที่จะเปลี่ยนเป็นน้ำเปล่าแทน 

2. กับแกล้มช่วยได้

ระหว่างที่คุณอยู่ในงานเลี้ยง ควรเริ่มที่จะหยุดดื่มแอลกอฮอล์ แล้วเปลี่ยนมาทานกับแกล้มเข้าไปแทน อาจจะเป็นน้ำแกงร้อน ๆ แต่แนะนำว่าไม่ต้องถึงกับเผ็ดมาก เพราะแม้จะทำให้สดชื่น แต่ถ้าเวลาคุณอาเจียน มันจะลำบากเอานะ

3 ถ้าจำเป็น ให้ดื่มกาแฟร้อน ๆ สักแก้ว

ถ้าคุณอยากที่จะหายเมาโดยเร็ว การดื่มกาแฟ จะช่วยเข้าไปกระตุ้นให้สมองตื่นตัวขึ้น และต่อสู้กับฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ได้นิดหน่อย แต่มันก็ทำให้คุณอาจจะนอนไม่หลับได้เช่นกัน

4 อาเจียน

อันนี้ไม่ค่อยแนะนำ แต่ว่าบางคนพอไปอาเจียนออก ก็ช่วยบรรเทาอาการเมาได้ในระดับหนึ่ง แต่บางคนอาเจียนแล้วก็น็อคไปเลยเหมือนกัน

5 วิตามินซีและของหวานยามเช้า

สำหรับคนที่ตื่นมาแล้วยังมีอาการเมาค้างหลงเหลืออยู่ ลองน้ำแดงใส่น้ำแข็งสักแก้ว หรือจะเป็นน้ำผึ้งหวานหอม อาจจะราดขนมปัง หรือราดบนเครื่องดื่มแก้วโปรด ก็จะช่วยให้คุณสดชื่นขึ้นได้ บางคนก็เลือกที่จะทานผลไม้ที่วิตามินซีสูง เช่นสัปปะรด ส้ม แช่เย็นไว้สักหน่อย ก็จะช่วยได้เยอะเลยล่ะ

สายโทรศัพท์พันกัน ทำยังไงดี

ทํายังไงให้สายโทรศัพท์ไม่พันกัน

โทรศัพท์ (บ้าน) เป็นของอย่างหนึ่ง ที่ปัจจุบันบางบ้านก็อาจจะไม่มีกันไปแล้ว แต่ทุกออฟฟิศและสำนักงานยังจะต้องใช้กันอยู่ 

ปัญหาอย่างเดียวของโทรศัพท์บ้านแบบนี้ ก็คือเจ้าสายชอบที่จะพันกันยุ่งเหยิงไปหมด ทั้ง ๆ ที่เราก็แค่หยิบมาโทรแล้วก็วางแท้ ๆ

ทำไมสายโทรศัพท์ต้องม้วน?

บางคนก็มีข้อสงสัยว่า ทำไมสายโทรศัพท์มันต้องม้วนด้วย คาดว่าเหตุที่สายโทรศัพท์บ้านต้องทำมาม้วน ๆ ขด ๆ แบบที่เห็นทุกวันนี้ นั่นก็เพราะว่า เพื่อที่จะสามารถยกหูโทรศัพท์ไปได้ไกลมาขึ้นนั่นเอง ลองนึกดูว่าถ้าโทรศัพท์ไม่ทำให้ม้วน แต่ต้องทำสายยาวถึง 1 เมตร คงจะเก็บลำบากกว่านี้เป็นแน่แท้

สำหรับวิธีการแก้ปัญหาสายโทรศัพท์พันกันนั้น มีทริคที่ง่ายมาก ๆ วิธีการก็เพียงให้เรายืนขึ้น และจับสายโทรศัพท์ตรงด้านขั้วที่จิ้มกับตัวเครื่องให้ดี จากนั้นค่อย ๆ ปล่อยหูโทรศัพท์ให้หล่นลงไปด้านล่างแบบช้า ๆ ตัวสายโทรศัพท์ที่พันกัน ก็จะคืนตัว กลับมาตำแหน่งเดิมอย่างง่ายดาย

ถ้าใครยังนึกภาพตามไม่ออก ลองไปดูคลิปกันดีกว่า